ชาลี มี โฮม: แอบเสิร์ดคอมิดี้เสียดสีสารขัณฑ์

ชาลี มี โฮม

 

พูดถึงละครเวทีแนวแอบเสิร์ดนี่ผมเองก็เคยแสดงอยู่ครั้งหนึ่งเมื่อครั้งเป็นนิสิตชั้นปีที่ ๓ ตอนนั้นมีโอกาสได้ร่วมแสดงในละครเวทีเรื่อง “Vatzlav สัต(ว์)บุรุษสุดขอบโลก” สารภาพว่าบางฉากยังงง ๆ จนถึงตอนนี้ว่าเอ๊ะมันคืออะไร ที่คิดไว้ก็ไม่มั่นใจว่าถูกต้องตรงตามใจ “ครูเฟี้ยต-ดังกมล ณ ป้อมเพชร” ผู้กำกับหรือไม่

แต่จะเข้าใจถูกหรือผิดนั้นไม่ใช่ประเด็นหรอกครับ ประเด็นมันอยู่ที่ว่าเมื่อเราดูละครแนวแอบเสิร์ดแล้ว เราได้พยายามคิดวิเคราะห์ต่อยอดมากแค่ไหน

ละครเวทีแนวแอบเสิร์ดอาจจะดูมั่ว ๆ ซั่ว ๆ บางครั้งเราไม่เข้าใจเหตุผลของตัวละคร (หรือเหตุผลของผู้กำกับ) แต่การที่คนดูได้ใช้ความคิดไปด้วย และสุดท้ายได้ตกผลึกความคิดอะไรบ้างจากการดูละครก็น่าจะเพียงพอและตอบโจทย์ของการทำละครแนวแอบเสิร์ดแล้ว

ละครเวทีเรื่อง “ชาลี มี โฮม” ประกาศตัวว่าเป็นละครเวทีแนวแอบเสิร์ดคอมิดี้ครับ คือทั้งแอบเสิร์ด ทั้งคอมิดี้ เห็นแค่นี้ก็คิดไปก่อนแล้วว่ามันไม่น่าจะธรรมดา

“ชาลี มี โฮม” เป็นเรื่องราวของสองแม่ลูกที่บังเอิญเจอ “ชาลี” เด็กชายหลงทางที่กำลังหาทางกลับไปยัง “โฮม” ระหว่างทางก็ผจญภัยต่าง ๆ มากมาย ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเรื่อง “แอบเสิร์ด” และ “คอมิดี้” ก็อย่างที่บอกไปนั่นแหละครับ เราไม่จำเป็นต้องหาเหตุผลหรือความสมจริงอะไรมากมายจากละครแนวนี้ ตัวละครอยากทำอะไรก็ทำ อยากตายก็ตาย อยากฟื้นก็ฟื้น อยากฆ่ากันก็ฆ่า อยากไปไหนก็ไป อยากพูดก็พูด อยากเงียบก็เงียบ อย่าง “ชาลี” บางช่วงก็พูดได้ทีละคำ เช่น “โฮม” “โฮม” “โฮม” หรือบางช่วงก็พูดว่า “เหี้ย” “เหี้ย” “เหี้ย” โดยที่เราก็ไม่รู้สาเหตุหรอกว่าทำไมมันถึงพูดได้แค่นี้(วะ) แต่อยู่ ๆ ชาลีก็พูดได้เป็นหลายประโยค เป็นวรรคเป็นเวร ซึ่งเราก็ไม่รู้หรอกครับว่า เอ้า! แล้วทำไมอยู่ ๆ มันพูดยาวขนาดนี้ได้ (วะ) เอาเถอะครับ! สงสัยไปก็เท่านั้น เพราะนี่คือละครแอบเสิร์ด

ตั้งแต่ต้นเรื่อง ผมพยายามคิดตามตลอดนะครับว่าตัวละครแต่ละตัวสื่อถึงอะไร อาจจะเป็นใครสักคนหนึ่งบนโลกนี้ หรืออาจจะเป็นนามธรรมอะไรสักอย่างที่จับต้องไม่ได้ทางกายภาพ แต่ละครก็จำกัดกรอบนั้นให้แคบลงด้วยการบอกว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงที่มีสงครามกลางเมือง (ผมจึงคิดเอาเองว่า) ภาพของละครเรื่องนี้เลยชัดขึ้นมาหน่อยว่ามันต้องเป็นละครที่สะท้อนแนวคิดเรื่องการเมือง

“ชาลี” เด็กชายตัวเอกของเรื่องพลัดพรากจาก “โฮม” มาหลงทางอยู่ท่ามกลางสงคราม และพยายามจะกลับไปหา “โฮม” แถมชาลียังพูดอะไรไม่ค่อยจะได้ พูดได้แต่คำซ้ำ ๆ เดิม นั่นแสดงว่าชาลีอาจจะเป็นตัวแทนของ “ประชาชนของบางประเทศยุคปัจจุบัน” ที่หลงทางอยู่ท่ามกลางสงครามการเมืองอันร้อนระอุที่พยายามตามหา “ความสงบสุข” ที่เคยคิดไปว่าเราเคยมีมาโดยตลอด

“โฮม” ตามจาก “เฮาส์” ตรงที่ว่า “โฮม” มีนัยของความหมายที่สื่อถึงความอบอุ่น เป็นครอบครัวที่พร้อมหน้าพร้อมตา ซึ่งก็หมายความสงบสุขที่คนไทยสมัยนี้โหยหา บางคนก็เชื่อว่าเราเคยมีความสงบสุขนี้ แต่เอ๊ะ! เราเคยสงบสุขจริงหรือ หรือว่าสังคมการเมืองในประเทศก็เป็นแบบปัจจุบันนี้มานานนมแล้ว เพียงแต่ว่าเราอาจจะไม่ค่อยได้รับรู้เท่าไรก็เป็นได้ ดังจะเห็นได้ว่าตอนที่ชาลีกลับไปเจอพ่อแม่ที่ “โฮม” ในละครก็ทำให้เราไม่มั่นใจว่า “โฮม” ที่ว่ามันสงบสุขปลอดภัยจริงหรือเปล่า

การที่ชาลีพูดแต่คำซ้ำ ๆ เช่น โฮม, เหี้ย นี่ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า “ประชาชนในประเทศ” บางส่วนยังไม่สามารถจะพูดอะไรได้ตามใจนึกเท่าไรนัก ต้องแสดงความคิดออกมาตามที่ถูกปลูกฝังมาเท่านั้น ในเรื่องไม่ได้บอกว่าชาลีถูกสอนให้พูดแต่คำว่า “โฮม” แต่ในเรื่องบอกว่าชาลีถูกสอนให้พูดคำว่า “เหี้ย” ชาลีอาจจะไม่รู้ก็ได้ว่าคำนี้จริง ๆ แล้วหมายถึงอะไร แต่เขาสอนให้พูดแบบนี้ก็พูดไป ท่อง ๆ เข้าไปเป็นนกแก้วนกขุนทอง เหมือนแนวคิดบางอย่างที่คนในประเทศถูกปลูกฝังมานานนม มีทั้งที่ปลูกฝังมาว่าอย่าพูด และที่ปลูกฝังมาว่าให้พูด ๆ เข้าไป ซึ่งไอ้ที่พูดได้เนี่ยบางครั้งก็แทบไม่เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมา แต่ไอ้ที่ห้ามพูดเนี่ยมันอาจจะมีประโยชน์มากกว่าก็ได้

ภาพสิ่งที่ชาลีเป็นตัวแทนยิ่งย้ำชัดไปอีกเมื่อระหว่างเดินทางชาลีถูกบังคับให้ต้องท่องกฎท่องค่านิยมอะไรสักอย่างนี่แหละ แหม่… ไม่พูดเรื่องนี้ดีกว่า… เราเองก็มี “ชาลี” อยู่ในจิตใจเหมือนกัน ไม่สามารถจะพูดอะไรได้ขนาดนั้น แต่ก็ใช่ว่าชาลีจะเป็นเพียงแค่ “ตัวแทนของคนประเทศหนึ่ง” ที่ไม่มีปากมีเสียง แล้วก็ “คิดตามที่ถูกปลูกฝังให้คิด” เท่านั้นนะครับ เพราะลึก ๆ แล้ว ในใจของชาลีก็คิด อยากจะพูด อยากจะแสดงออกอยู่ไม่น้อย เมื่อโดนกดมาก ๆ เข้า มันก็ย่อมระเบิดออกมา และเมื่อระเบิดออกมา ก็ไม่ใช่ว่าจะระเบิดเบา ๆ แบบพลุโอ่งเล็ก ๆ ที่ชอบซื้อเล่นสมัยเด็ก ๆ ทว่าเป็นระเบิดลูกใหญ่ที่มีพลังทำลายล้างมหาศาลอย่างที่เห็นในละคร

ส่วนตัวละครแม่ลูกก็แสดงถึงช่องว่างระหว่างวัยและความสัมพันธ์ในครอบครัวเหมือนกันนะครับ แต่นั่นดูจะเป็นที่ตื้นเกินไปสำหรับละครแอบเสิร์ดแบบนี้ ผมมองว่าตัวแม่นี่เปรียบได้กับคนยุคเก่าที่มีความสับสนในตัวเอง เดี๋ยวก็กล้า เดี๋ยวก็กลัว เหมือนอยากจะแหกออกจากกรอบที่กดทับเธอมานาน ซึ่งเธอก็ไม่รู้ว่าแหกออกมาแล้วจะดีหรือไม่ดี จะถูกหรือจะผิด บางอย่างที่เธอทำนั้นถึงแม้จะรู้ว่าผิด แต่ก็ยังจะทำ เพราะถือว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่กว่า เป็นผู้ที่อาบน้ำร้อนมาก่อน โดยไม่ได้คำนึงเลยว่าป่านนี้น้ำนั้นมันคงจะเย็นหมดแล้ว สุดท้ายก็มานั่งบ่นด่าตัวเองที่ทำความผิดไปโดยไม่ได้คิดให้รอบคอบ แต่จะว่าไปแล้วตัวแม่นี่ก็ยังดีนะครับ ทำผิดแล้วก็ตระหนักได้ว่าตัวเองทำผิด (แม้ว่าจะถูกบังคับให้เชื่อว่าตัวเองทำผิด) ต่างจากผู้ใหญ่ในสังคมบางจำพวกที่คิดว่าตัวเองถูกเสมอ แล้วสุดท้ายความฉิบหายก็มาตกอยู่กับคนรุ่นหลังนี่แหละ เวรกรรม

ส่วนตัวลูกสาว ดูเยอะ ๆ ล้น ๆ ดูเหมือนไม่ได้เรื่องได้ความอะไร แต่ในตอนท้ายเธอนี่แหละเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ ที่ต้องเป็นผู้นำ ต้องพาสังคมนี้ไปสู่ความเปลี่ยนแปลง แม้ว่าเธอก็ไม่รู้หรอกว่าความเปลี่ยนแปลงนั้นจะเป็นไปในทางดีหรือไม่ดี แต่เธอมี “ความหวัง” เธอหวังว่ามันจะดี แม่เธอเองตอนแรกก็ยังไม่มั่นใจว่าลูกจะพาไปสู่ความเปลี่ยนแปลงที่ดีได้หรือไม่ แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจตามลูกสาวออกไป ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะทันหรือไม่ทัน และทางที่ลูกสาวไปนั้นจะดีหรือไม่ดี อย่างน้อยก็ไม่ย่ำอยู่กับที่แหละน่า…

แต่เอ๊ะ! การออกเดินทางของคนทั้งสองรุ่นมันคือการพยายามไขว่คว้าหาความเปลี่ยนแปลงเพื่อชีวิตที่ดีกว่า หรือแค่อยากจะหนีจากสังคมที่เสื่อมทรามกันแน่

เอ๊ะ! งง

แอบเสิร์ดสัส ๆ