10 ปีให้หลัง…ยังจำได้

10 ปีผ่านไป ภูมิใจมากนะ
(ขออนุญาตเขียนบล็อกนี้เพื่อบันทึกความภาคภูมิใจของตัวเองหน่อยนะครับ ถ้าใครบังเอิญได้อ่านแล้วบทความนี้แล้วรู้สึกว่าเป็นประโยชน์ ผมก็ขอแสดงความยินดีด้วยนะครับ ส่วนถ้าใครอ่านแล้วหมั่นไส้ ผมก็ยินดีน้อมรับ เพราะหลาย ๆ ครั้งผมก็หมั่นไส้ตัวเองเหมือนกัน)
.
.
.

เมื่อช่วงปิดเทอมใหญ่หลังสอบปลายภาคปีการศึกษา 2548 (จบปี 1) ผมเคยสมัคร a team junior ครับ

โครงการ  a team junior เป็นโครงการของนิตยสารอะเดย์ที่รับนักศึกษามาฝึกงาน โดยจะมีพี่เลี้ยงของทางสำนักพิมพ์เคี่ยวกรำอย่างแข็งขันเป็นเวลา 3 เดือนเพื่อให้นักศึกษาฝึกงานกลุ่มนี้ได้มีโอกาสทำนิตยสารอะเดย์ของตัวเองขึ้นมาจริง ๆ 1 ฉบับครับ (ผู้ที่ผ่านโครงการนี้มาแล้วก็มีหลายท่านครับ เช่น พี่เต๋อ นวพล, คุณโจ้บองโก้, คุณกตัญญู สว่างศรี ฯลฯ)

1-1

ขออนุญาตเล่าย้อนไปหน่อยครับว่าผมเลือกเรียนคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ เอกภาษาไทย เพราะชอบภาษาไทย ชอบวรรณคดีไทยครับ เลือกเรียนโดยที่ก็ยังไม่รู้หรอกครับว่าจบไปแล้วจะทำงานอะไร ทักษะที่ตัวเองพอมีอยู่บ้างคือด้านการใช้ภาษาไทยนี่แหละครับ มั่นใจว่าการเขียนของเราไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่อะไรนักเพราะก็เคยได้รางวัลจากการประกวดเรียงความอยู่หลายครั้งเหมือนกัน ประกอบกับชอบอ่านนิตยสารอะเดย์เป็นทุนเดิมอยู่แล้วด้วย ก็เลยลองสมัครไปครับ

ตอนนั้นผมตัดสินใจอยู่ว่าจะสมัครตำแหน่งกองบรรณาธิการหรือพิสูจน์อักษร กองบรรณาธิการรับเยอะกว่า โอกาสน่าจะมีมากกว่า แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจสมัครตำแหน่งพิสูจน์อักษรไป เพราะคิดว่าน่าจะตรงกับที่เรียนเอกภาษาไทยมากกว่า และคิดว่าเรามั่นใจกับทักษะการพิสูจน์อักษรมากกว่าการทำกองบรรณาธิการ

ผมผ่านเข้าไปถึงรอบสัมภาษณ์ครับ จำได้ว่าเข้าห้องสัมภาษณ์ไปเจอพี่ก้อง- ทรงกลด บางยี่ขัน บรรณาธิการนิตยสารอะเดย์ พี่ก้องเท่มากอย่างสงบเยือกเย็น ตอนนั้นโคตรกลัวพี่ก้องเลยครับ (ตอนนี้ก็ยังเกรง ๆ อยู่) พี่ก้องถามคำถามประมาณ 1-2 คำถาม แล้วพี่ก้องก็ “ขอบคุณครับ” หืมมมมมม ทำไมมันสั้นอย่างนี้ล่ะครับพี่ครับ แต่ก็ไม่ได้ถามไปว่าทำไมจบไวจัง ทีคนอื่นสัมภาษณ์น้านนาน ตอนนั้นใจแป้วนิดนึง เพราะอยากจะทำมากจริง ๆ คิดว่าคงไม่ได้แล้วแน่ ๆ แต่ก็ยังมีเศษเสี้ยวหนึ่งของใจ น่าจะประมาณ 0.75% ที่ยังหวังไว้ลึก ๆ และเมื่อผลออกมาก็ปรากฏว่าเป็น 99.25% ที่เหลือ ไม่งั้นก็คงได้เข้าไปเป็น 1 ใน a team junior 3 แล้วครับ

ถามว่าเสียใจไหม ก็เสียใจเหมือนกันนะครับ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นี่นา และตอนนั้นก็อยากรู้นะครับว่าทำไมเราถึงไม่ผ่าน แต่ก็ไม่ได้ถามไป

ปิดเทอมใหญ่ปีนั้น ผมเลยตัดสินใจไปทำค่ายอาสาสมัคร สร้างอาคารอเนกประสงค์ที่สุราษฎร์ธานี แล้วก็ทำค่ายพี่จุฬาฯ พาน้องติว ที่หอพักนิสิตจุฬาฯ และปีต่อ ๆ มาผมก็ทำแต่ค่าย ๆ ๆ เพาะบ่มทักษะการสอนหนังสือขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่ได้ไปสมัคร a team junior อีกเลย

ถ้าถามว่าทำไมไม่ลองสมัครอีก อาจจะได้รับเลือกก็ได้นะ ก็เคยคิดเหมือนกันครับ แต่พอครั้งแรกไม่ได้ มันเลยเกิดความไม่มั่นใจขึ้นมา แล้วก็ไม่มีแรงเสริมจากคนรอบข้างให้ไปสมัครด้วย (ถ้ามีคนยุ ถ้ามีคนให้กำลังใจ ก็อาจจะไปสมัครนะ) อีกอย่างคือทำค่ายจนผูกพันกับค่าย ผูกพันกับคนในค่ายไปแล้วด้วย ก็อยากจะทำเรื่อย ๆ ทุกปี

จนมาปี 2553 นิตยสารอะเดย์น่าจะมีแผนปรับปรุงเปลี่ยนแปลงรูปแบบเนื้อหาใหม่ ก็มีการเปิดรับตัวอย่างต้นฉบับเพื่อนำไปเป็นคอลัมน์ประจำ ผมก็ไม่พลาด ส่งตัวอย่างต้นฉบับไปให้พิจารณาเหมือนกัน แต่ก็ชวดอีกแล้วครับ จำได้แต่ว่าได้รับเมลตอบกลับจากพี่ก้อง ทรงกลด (อีกแล้ว) ว่า

mail

ไอ้เราก็ลุ้นจนลืม…

ตัดฉับกลับมากลางปี 2558 ผมมีโอกาสได้ไปเป็นวิทยากรงาน “แนะให้แนว” ซึ่งจัดโดยนิตยสารอะเดย์ร่วมกับอุทยานการเรียนรู้ TK park ผมมีโอกาสได้เป็นวิทยากรร่วมกับพี่ก้อง ทรงกลดครับ พี่ก้องจำผมไม่ได้หรอกว่า 10 ปีก่อน ผมเคยเจอพี่ก้องในห้องสัมภาษณ์ a team junior และพี่ก้องก็ไม่น่าจะจำได้ว่าผมเคยส่งต้นฉบับไปให้พิจารณา แต่การได้มาพบพี่ก้องครั้งนี้มีสิ่งที่ผมรู้สึกยินดีกับตัวเองมาก ๆ เกิดขึ้นครับ นั่นก็คือ พี่ก้องเอ่ยปากชวนผมเขียนคอลัมน์ลงในนิตยสารอะเดย์ด้วยครับ

แนะให้แนว

หูยยยยย น้ำตาจะไหล

10 ปีก่อน เคยถูกปฏิเสธ มาวันนี้ได้รับเกียรติให้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของที่ที่เคยปฏิเสธเรา หัวใจมันพองโตบอกไม่ถูก ไมรู้จะอธิบายยังไงดีครับ คือไม่ได้รู้สึกแบบหยิ่งจองหองภูมิใจที่เขามาง้อนะครับ (เพราะเขาไม่ได้ง้อเลย) แต่รู้สึกเป็นเกียรติมาก ๆ ที่วันนี้พี่ก้องเห็นว่าเราพอมีความสามารถจะสร้างสรรค์ผลงานมีคุณภาพให้มาปรากฏบนหน้านิตยสารอันดับต้น ๆ ของประเทศไทยได้ มันภูมิใจกับตัวเองมากจนพูดไม่ออกจริง ๆ

และปีนี้ ปี2559 ผมมีหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊กเล่มแรกออกกับสำนักพิมพ์อะบุ๊กครับ ชื่อหนังสือ “สุนทรภู่ไม่ได้เป่าปี่ พระอภัยมณีไม่ใช่คนระยอง” เป็นหนังสือเล่าเกร็ดต่าง ๆ ที่คนเข้าใจผิดหรืออาจจะไม่เคยรู้เกี่ยวกับสุนทรภู่และวรรณคดีของท่าน เช่น สุนทรภู่ไม่ใช่คนระยอง นางละเวงมีที่มาจากควีนวิกตอเรียแห่งสหราชอาณาจักร พระอภัยมณีพูดได้หลายภาษา พระอภัยมณีกับนางเงือกมีอะไรกันยังไง ฯลฯ ลองหามาอ่านกันได้ตามสะดวกนะครับ

อืม… 10 ปีเหมือนจะนานนะครับ ก็นานจริง ๆ แหละครับ กว่าผมจะมีโอกาสได้สร้างสรรค์งานเขียนแบบจริง ๆ จัง ๆ อย่างนี้ นี่พูดเหมือนว่ายิ่งใหญ่มากนะครับ สำหรับผมผมว่าก็ยิ่งใหญ่อยู่นะ จากที่เคยถูกปฏิเสธการเข้าไปลองฝึกงานจริงในสำนักพิมพ์ จนวันนี้มีคอลัมน์ประจำในนิตยสารฉบับนั้น แถมยังมีพ็อกเก็ตบุ๊กออกมาด้วย ก็อย่างที่ใครหลายคนว่าไว้แหละครับ บางครั้งเราต้องรอเวลาที่เหมาะสม เหมือนเวลาจะรับประทานผลไม้บางชนิดให้อร่อย เราก็ต้องบ่มให้ได้ที่เสียก่อน

แต่คิดไปคิดมา ผมอาจจะไม่ต้องรอบ่มถึง 10 ปีก็ได้นะครับ ถ้าผมเขียนอย่างสม่ำเสมอ ไม่ปล่อยให้ความอยากเป็นนักเขียนนี้ถอยไปอยู่ลำดับหลังความฝันอื่น ๆ

คือผมมีความฝันหลายอย่างมากน่ะครับ นั่นก็อยากทำ นี่ก็อยากทำ บางอย่างก็ไม่รู้หรอกครับว่าอยากทำไหม รู้แต่ว่าอยากลอง ก็ทำไป ทำแล้วรู้ว่าชอบก็ทำต่อ อย่างงานเขียนครั้งนี้ ทำแล้วชอบครับ ก็หวังว่าจะได้ทำต่อไปเรื่อย ๆ และทักษะการเขียนของผมก็คงจะพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ ตามจำนวนงานเขียนที่เพิ่มมากขึ้นครับ

สุดท้าย อย่าลืมซื้อหนังสือ “สุนทรภู่ไม่ได้เป่าปี่ พระอภัยมณีไม่ใช่คนระยอง” มาอ่านกันนะครับ ฮ่า ๆ จบด้วยขายของซะงั้น อย่าถือสาเลยนะครับ กำลังเห่อ สั่งซื้อออนไลน์ที่ www.godaypoets.com ก็สะดวกดีแถมมีส่วนลดให้ด้วยครับ อยากได้เล่มไหนก็คลิก ๆ เอา สบ๊ายสบายไม่ต้องออกนอกบ้าน

สุดท้ายกว่า… ขอขอบคุณทุกท่านที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเส้นทางสายนี้ของผมอีกครั้งนะครับ ขอบคุณจากใจจริงครับ

สทภ