Side by Side Ep.1 ทำความเข้าใจ

ซีรีส์เรื่อง “Side by Side พี่น้องลูกขนไก่” เป็นซีรีส์ที่เนื้อหาแปลกใหม่ เพราะเลือกหยิบประเด็น “เด็กพิเศษ” มาเล่า ผ่านครอบครัวชนชั้นกลางครอบครัวหนึ่งที่ใช้กีฬาแบดมินตันเป็นสิ่งช่วยพัฒนาการเจริญเติบโตของบุตรหลาน 2  คน คนหนึ่งเป็นเด็กปกติ คนหนึ่งเป็นเด็กพิเศษ

หลังจากซีรีส์เรื่องนี้ออกอากาศตอนแรกไป ก็ปรากฏว่ามีเสียงตอบรับเชิงบวกไม่น้อยเพราะองค์ประกอบทุกอย่างดูละมุน ลงตัว ทั้งบท นักแสดง การแสดง ฉาก ดนตรีประกอบ และอื่น ๆ

สังเกตได้ว่า EP.1  นี้ ทางผู้ผลิตต้องการให้ผู้ชม “เข้าใจ” ที่มาที่ไปของพฤติกรรมตัวละครหลักทั้ง 4 ว่าเพราะเหตุใดจึงแสดงออกอย่างนั้น ก่อนที่ผู้ชมจะได้รับรู้เรื่องราวในตอนต่อ ๆ ไป เมื่อเข้าใจแล้วก็จะทำให้ผู้ชมมีความรู้สึกร่วมและพร้อมจะเอาใจช่วยทุกตัวละคร

 

แม่ตั้ม (รับบทโดยหัทยา วงษ์กระจ่าง)

การที่แม่ตั้มสูบบุหรี่อยู่บ่อย ๆ แสดงให้เห็นว่าแม่ตั้มเครียดไม่น้อย ซึ่งสิ่งที่ทำให้แม่ตั้มเครียดขนาดนี้ก็เพราะความที่ “พี่ยิม” ลูกชายเป็นเด็กพิเศษ แม่ตั้มเครียดเพราะเห็นว่าลูกมีพัฒนาการช้าจนน่าเป็นห่วงว่าจะไปทำอะไรอย่างอื่นไม่ได้ แถมยังเครียดเรื่องค่าใช้จ่ายในบ้านอีก เพราะต้องลงทุนกับค่าอุปกรณ์ ค่าผู้ฝึกสอน แล้วยิ่งพี่ยิมควบคุมอารมณ์ไม่ค่อยได้ จนทำลายไม้แบดมินตันราคาแพงอยู่บ่อย ๆ

ความเครียดทำให้แม่ตั้มแสดงพฤติกรรมบางอย่างที่ทำให้เรารู้สึกสงสารพี่ยิมเหลือเกิน เช่นการที่แม่ตั้มพูดจาแนวประชดเสียดสี ดังจะเห็นได้ว่าตอนเปิดเรื่อง แม่ตั้มบอกพี่ยิมว่า “แข่งไปก็เสียเวลาเปล่า ๆ เงอะ ๆ งะ ๆ อย่างนี้จะไปชนะใครเขาเล่า ดูสิลูก ขีดเส้นยังไม่ตรงเลย” หรือตอนที่แม่ตั้มบอกว่าจะไม่ไปเชียร์พี่ยิมแข่งแบด การบอกว่าจะให้เลิกตีแบด การขู่จะเอาไปปล่อยไว้กับหมอ

หากใครเคยอ่านหนังสือหรือเพจเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกบ้าง (แต่การตามอ่านเพจเหล่านี้ก็ต้องใช้วิจารณญาณด้วยนะครับ เพราะบางเพจนี่ไม่น่าเชื่อถือเลย แม้ว่าจะเขียนโดยวิชาชีพที่น่าเชื่อถือ) ก็น่าจะพอทราบว่าการขู่ การทำร้ายจิตใจแบบนี้ ไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องเหมาะสมเลย เพราะเด็กอาจจะเข้าใจได้ว่าพ่อแม่ไม่รัก และจะทำให้เกิด “ปม” ในใจเด็กคนนั้น ซึ่งปมแบบนี้ บางครั้งมันก็ติดอยู่ในใจแน่นหนาเหลือเกิน

เราเห็นว่าแม่ตั้มก็พยายามควบคุมอารมณ์อยู่เหมือนกันนะ แต่ก็อย่างว่าแหละครับ บางครั้งเราก็ไม่ได้จะควบคุมมันได้เต็มร้อย ถึงเราจะรู้ว่าการพูดหรือการกระทำบางอย่างมันอาจจะไปกระทบใจใครเขาเข้า แต่บางทีมันก็พลั้งปากไปจริง ๆ ก็เป็นสิ่งที่ต้องค่อย ๆ พัฒนากันไป

จะว่าไปแล้ว ประเด็นนี้แม่ตั้มกับพี่ยิมก็คล้าย ๆ กันอยู่นะครับ ทั้งสองคนต่างต้องเรียนรู้การควบคุมอารมณ์และการแสดงออก พี่ยิมต้องควบคุมอารมณ์เวลาแพ้ เวลาเล่นไม่ได้ดั่งใจ เวลามีคนไม่เข้าใจ ส่วนแม่ตั้มก็ยังต้องเรียนรู้การควบคุมอารมณ์เวลาที่พี่ยิมควบคุมอารมณ์ไม่ได้

ผลของการที่แม่ตั้มควบคุมอารมณ์ ควบคุมการแสดงออกบางอย่างของตัวเองไม่ได้ ก็เห็นได้ชัดเหลือเกินกับประโยคที่พี่ยิมพูดซ้ำ ๆ ว่า “เกลียดอีตั้ม” การที่พี่ยิมพูดว่า “ตั้มควาย” หรือในฉากแรกที่พี่ยิมบอกว่า “แม่ตั้มหุบปาก” พี่ยิมน่าจะมีปมจากคำพูดของแม่ตั้มไม่น้อย เพราะเจอมาบ่อยครั้งตั้งแต่เด็กจนโตเป็นหนุ่ม นี่แหละครับที่ผมบอกว่ามันเป็น “ปม” ขนาดเขื่องเลยนะ

แม้ว่าแม่ตั้มจะเครียด แม้ว่าแม่ตั้มจะควบคุมอารมณ์และการแสดงออกของตัวเองไม่ได้บ้าง แต่แม่ตั้มก็รักและพยายามทุกวิถีทางเพื่อจะเสริมสร้างพัฒนาการให้ลูกชายคนเดียวของเธอ ค่าใช้จ่ายในบ้านก็ต้องมีเยอะแยะมากมายอยู่แล้วทั้งค่าน้ำมันรถ ค่าน้ำ ค่าไฟ เธอยังแบ่งเงินมาให้เป็นค่าซ้อมแบด สภาพคล่องทางการเงินของครอบครัวก็ไม่ค่อยดี แต่เธอก็ยังตัดสินใจเอาแหวนไปจำนำเพื่อนำเงินมาซื้อรองเท้าคู่ใหม่ให้พี่ยิมและน้องน้องโด่ง

การที่พี่ยิมเป็นเด็กพิเศษ ยอมรับว่าช่วงแรก ๆ เราเอาใจช่วยพี่ยิมมากกว่าตัวละครตัวอื่น เราหงุดหงิดที่แม่ตั้มพูดจาไม่เข้าหู เราหงุดหงิดที่แม่ตั้มก้าวร้าวใส่พี่ยิม (ทั้งที่จริงก็ไม่ได้ก้าวร้าวอะไรขนาดนั้นนะ) เราเผลอใจคิดไปว่าทำไมไม่ตั้มทำแบบนี้วะ ทำไมไม่เข้าใจลูก แต่เมื่อเราตั้งสติและค่อย ๆ พิจารณาถึงสิ่งที่แม่ตั้มต้องเจอและสิ่งที่แม่ตั้มทำ ก็ทำให้เราเข้าใจแม่ตั้ม และพร้อมเอาใจช่วยเธอไม่น้อยเลยทีเดียว

 

น้าแตง (รับบทโดย สู่ขวัญบูลกุล)

น้าแตง คือแม่ของน้องโด่ง เป็นน้องสาวแท้ ๆ ของแม่ตั้ม น้าแตงก็เลยเป็นน้าของพี่ยิม แถมยังเป็นโค้ชแบดมินตันของพี่ยิมและน้องโด่งมาตั้งแต่เด็ก

บุคลิกของน้าแตงที่เห็นชัดที่สุดคือน้าแตงใจเย็นกับพี่ยิมมาก ด้วยความเข้าใจว่าพี่ยิมเป็นเด็กพิเศษ น้าแตงก็เลยดูแลพี่ยิมมากเป็นพิเศษ แม่ตั้มเองก็ควบคุมอารมณ์ตัวเองก็ไม่ค่อยจะได้ หน้าที่การดูแลและปลอบขวัญพี่ยิมก็มาลงที่น้าแตง ซึ่งน้าแตงก็ทำได้ดีมาก ๆ เธอจะค่อย ๆ พูด ค่อย ๆ สอนพี่ยิมอย่างใจเย็น แต่สิ่งที่น้าแตง “พลาด” ก็คือเธอให้ความสำคัญกับ “เด็กพิเศษ” จนหลงลืมไปว่าเธอต้องให้ความสำคัญกับ “เด็กปกติ” อย่างน้องโด่งด้วย บางครั้งการแสดงออกของเธอที่ให้ความสำคัญแก่พี่ยิมมากกว่าจึงทำให้น้องโด่งรู้สึกไปว่าตัวเองได้รับความรักจากแม่แท้ ๆ ของตนน้อยกว่าพี่ยิม

ตั้งแต่เปิดเรื่อง ตอนที่พี่ยิมกับน้องโด่งขีดเส้นสนามแบดมินตันหน้าบ้านเสร็จ น้าแตงพูดขึ้นว่า “เสร็จแล้วสนามใหม่ของพวกเรา” แล้วพี่ยิมกับน้าแตงก็กอดกัน ทิ้งให้น้องโด่งยืนมองอยู่ใกล้ ๆ ตอนแรกที่ดูฉากนี้คิดว่าทั้ง  3 คนจะกอดกันกลม หรือไม่ก็พอกอดพี่ยิมเสร็จแล้วน้าแตงก็กอดน้องโด่งต่อ แต่ผิดคาดครับ ยังครับ ยังไม่พอ พอน้าแตงให้พี่ยิมกับน้องโด่งตอบเรื่องการใช้พื้นที่สนาม น้องโด่งก็ตอบก่อน แล้วพี่ยิมก็ตอบตามน้องโด่ง (ตามประสาเด็กพิเศษที่จะชอบพูดเลียนแบบ) น้าแตงก็หันไปชมพี่ยิมว่า “เก่งมากครับพี่ยิม” ฉากนี้เห็นได้ชัดผ่านสีหน้าน้องโด่งเลยนะครับว่าน้องโด่งต้องรู้สึกว่าแม่ตัวเองชื่นชมพี่ยิมมากกว่า น้องโด่งถึงถามแม่ว่า “แล้วโด่งล่ะแม่” น้าแตงถึงได้ตอบว่า “โด่งก็เก่งครับลูก” เมื่อน้องโด่งได้ยินเช่นนี้ ถึงยิ้มออกมาได้

น้าแตงอาจจะไม่ได้ตั้งใจจะให้ความสำคัญแก่พี่ยิมมากกว่าน้องโด่งหรอกครับ แต่ด้วยความที่น้าแตงเข้าใจธรรมชาติของพี่ยิม ก็เลยแสดงออกไปเช่นนั้น จนทำให้ลูกชายแท้ของตัวเองมีประเด็นให้รู้สึกน้อยใจขึ้นเรื่อย ๆ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าน้าแตงรู้หรือไม่ว่าน้องโด่งก็น้อยใจนะ แต่สิ่งที่เห็นคือน้าแตงมั่นใจว่าน้องโด่งก็รักพี่ยิมไม่น้อยกว่าใคร

นอกจากนั้น ผมยังรู้สึกว่าน้าแตงให้ความสำคัญกับ “ความเป็นพี่น้อง” ของพี่ยิมและน้องโด่ง ด้วยความมั่นใจว่าสิ่งนี้นี่แหละที่จะช่วยเรื่องพัฒนาการของพี่ยิม เธอถึงพยายามให้ทั้งคู่เล่นแบดมินตันคู่กัน แม้ว่าทางสโมสรจะไม่อยากให้พี่ยิมลงแข่งในนามสโมสร แค่พี่ยิมเท่านั้น แต่น้าแตงก็ลาออกจากการเป็นโค้ชที่นั่น ทั้งยังพาน้องโด่งออกมาด้วยโดยที่ไม่ได้ถามความสมัครใจของน้องโด่งเลยแม้แต่น้อย

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยิ่งสะท้อนให้เห็นว่าน้าแตงเชื่อมั่นในศักยภาพของเด็กพิเศษอย่างพี่ยิม เธอมองเห็นจุดแข็งของพี่ยิมที่คนอื่นอาจจะมองข้าม นั่นก็คือเรื่องความตั้งใจ ความมีวินัย และพรสวรรค์ ส่วนจุดอ่อนเรื่องการควบคุมอารมณ์ของพี่ยิมนั้นเธอก็ยังเชื่อว่าสักวันพี่ยิมจะต้องพัฒนาได้

น้าแตงน่านับถือมากนะครับ ในแง่ของการเป็นผู้ใหญ่ที่ต้องดูแล “เด็กพิเศษ” ผมว่าความเข้าใจและการแสดงออกอย่างที่น้าแตงทำนี่แหละครับที่มีส่วนช่วยให้เด็กพิเศษมีพัฒนาการอย่างน่าชื่นชม ลองเปรียบเทียบสิ่งที่น้าแตงกับแม่ทำแสดงออกต่อพี่ยิมสิครับ เห็นชัดเจนเลยนะครับว่าผลออกมาเป็นอย่างไร

 

น้องโด่ง (รับบทโดยน้องสกาย วงศ์รวี นทีธร)

น้องโด่งเป็นลูกชายของน้าแตง หรือเป็นลูกพี่ลูกน้องของพี่ยิมนั่นเอง การที่น้องโด่งเป็นน้อง ปกติก็น่าจะเป็นฝ่ายที่ได้รับการเอาใจใส่จากผู้ปกครองมากกว่า แต่เผอิญว่าพี่ยิมดันเป็น “เด็กพิเศษ” คุณแม่ของน้องโด่งเองกลับแสดงออกถึงความใส่ใจพี่ยิมมากกว่าน้องโด่งเสียอย่างนั้น จนทำให้น้องโด่งน้อยใจพอสมควร

บางฉาก น้องโด่งทวงถามความสำคัญ ทวงถามคำชื่นชมจากแม่แท้ ๆ ของตัวเอง เพราะแม่มอบคำชมให้พี่ยิมเท่านั้น ทั้งที่ทั้งน้องโด่งและพี่ยิมทำได้ดีเหมือนกัน หรือบางครั้งน้องโด่งทำได้ดีกว่าด้วยซ้ำ ปมนี้เลยผูกแน่นอยู่ในใจน้องโด่ง สังเกตจากการที่น้องโด่งจะแสดงออกทางสีหน้าอย่างชัดเจนเวลาที่ต้องโดนลูกหลงจากการที่พี่ยิมต้องออกจากสโมสร รวมไปถึงการที่น้องโด่งต้องใช้รองเท้าต่อจากพี่ยิมอยู่เรื่อย ๆ แถมยังเป็นรองเท้าสีชมพูตามที่พี่ยิมชอบ

แต่ถึงแม้น้องโด่งจะรู้สึกไม่พอใจ น้องโด่งก็ไม่ได้แสดงออกอะไรขนาดนั้น (ก็มีบ้างอะนะ) เพราะน้องโด่งก็รักและเป็นห่วงพี่ยิมมากไม่แพ้ใคร เพราะเอาจริงนะ ถ้าน้องโด่งจะยื่นคำขาดกับแม่ ดึงดันจะอยู่สโมสรเดิม ก็ไม่น่าจะยาก เพราะน้องโด่งก็เล่นแบดเก่งและที่สโมสรก็ยินดีต้อนรับน้องโด่งอยู่แล้ว หรือเวลาที่พี่ยิมเกิดปัญหา น้องโด่งก็เข้ามากอดและปลอบใจพี่ยิมด้วยความรักที่แท้จริง ฉากที่น้องโด่งเข้ามากอดพี่ยิมตอนนั้นมันทำให้เรารู้สึกได้จริง ๆ นะว่าพี่น้องคู่นี้เขาผูกพันกันมากแค่ไหน คือเราสัมผัสได้จนไม่อยากเห็นความขัดแย้งของคู่นี้เลย เราพยายามลุ้นไม่ให้พี่ยิมไปสร้างเรื่อง เพราะไม่อยากให้พี่น้องคู่นี้แยกกัน ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม

นี่แอบรู้สึกว่าน้องโด่งยังเข้าใจธรรมชาติของพี่ยิมได้ดีกว่าแม่ตั้มอีกนะครับ เพราะถึงแม้ว่าน้องโด่งจะมีพูดในเชิงรำคาญพี่ยิมบ้างเวลาพี่ยิมพูดหรือทำอะไรแบบย้ำคิดย้ำทำ แต่น้องโด่งไม่ได้ทำสิ่งที่หักหาญน้ำใจพี่ยิมเลยนะ แต่จะพยายามช่วยปลอบประโลม ช่วยหาวิธีทำให้พี่ยิมสงบสติอารมณ์ หรืออย่างตอนที่พี่ยิมกำลังทะเลาะกับแม่ตั้ม น้องโด่งถึงขั้นขึ้นเสียงใส่แม่ตั้มว่า “โหย ป้า! เลิกชวนมันทะเลาะสักทีได้ป้ะ” การที่น้องโด่งพูดแบบนี้ออกมา แสดงว่าน้องโด่งเข้าใจพี่ยิมและมองว่าปัญหาที่เกิดขึ้น ณ ช่วงเวลานั้นไม่ได้เกิดจากพี่ยิมเลยนะ แต่เป็นเพราะแม่ตั้มนั่นแหละที่เป็นฝ่ายสุมให้ไฟยิ่งลุกโชน นี่ถ้าน้องโด่งไม่พูดแบบนั้น แม่ตั้มอาจจะไม่เดินหนี แล้วเผลอ ๆ พี่ยิมอาจจะเข้าซัดแม่ตั้มไปแล้วก็ได้ ดูหมัดสิ

แต่นี่ดูตัวอย่างตอนต่อไปแล้ว คิดว่าน้องโด่งน่าจะถึงจุดที่ต้องตัดสินใจแล้วว่าจะเล่นเดี่ยวหรือเล่นคู่ น่าจะบีบหัวใจแบบไม่ไหวแล้วววววว โอ๊ยยยยยย อยากดูแล้ววววววว

 

พี่ยิม (รับบทโดยน้องต่อ ธนภพ ลีรัตนขจร)

พี่ยิมเป็นลูกชายคนเดียวของแม่ตั้ม มีน้าแตงเป็นโค้ชสอนแบดมินตัน และมีน้องโด่ง ลูกชายของน้าแตงเป็นลูกพี่ลูกน้องคนสนิท เล่นแบดมินตันมาด้วยกันตั้งแต่ยังเด็ก

พี่ยิมเป็น “เด็กพิเศษ” ครับ ความพิเศษของพี่ยิมก็คือเป็นเด็กออทิสติกหรือมีความผิดปกติของสมองตั้งแต่กำเนิดซึ่งส่งผลต่อพัฒนาการนั่นเอง พัฒนาการสมองของพี่ยิมอยู่ที่อายุราว  6 ขวบ แม้ว่าอายุจริงจะเกือบ 20 ปี (ชอบที่ในเรื่องนี้ให้พี่ยิมใส่เสื้อมีคำว่า ERROR ครับ) แต่โชคชะตาก็ไม่ได้น่าสงสารเกินไปนัก เพราะทักษะการเล่นแบดมินตันของพี่ยิมเข้าขั้นอัจฉริยะ สามารถเอาชนะเพื่อนวัยเดียวกันได้อย่างไม่ยากเย็น

โชคดีอีกอย่างของพี่ยิมคือพี่ยิมเกิดมาในครอบครัวที่รักและพยายามจะเข้าใจธรรมชาติของเด็กออทิสติก มีน้าและน้องที่คอยปลอบประโลมยามเกิดปัญหาทางจิตใจ มีแม่ที่พยายามจะสนับสนุนให้พี่ยิมได้เล่นแบดมินตันเพื่อพัฒนาการของพี่ยิมเอง แม้ว่าบางครั้งแม่ตั้มจะเครียดและพูดอะไรแบบไม่ทันคิดบ้าง

ดูเหมือนว่าพี่ยิมจะได้ยินแม่ตั้มพูดสิ่งที่ไม่น่าฟังอยู่บ่อย ๆ จนเป็นปมในใจพี่ยิมว่าแม่ตั้มไม่รัก เช่น การที่แม่ตั้มบอกว่าพี่ยิมแข่งแบดมินตันไปก็ไม่น่าจะชนะ แม่จะไม่มาเชียร์แล้วนะ เดี๋ยวแม่จะเอาไปปล่อยไว้กับหมอนะ เดี๋ยวแม่จะให้เลิกเล่นแบดมินตันนะ ทำให้เวลาพี่ยิมไม่พอใจแม่ตั้มมาก ๆ พี่ยิมก็จะตะโกนซ้ำ ๆ ว่า “เกลียดอีตั้ม” เจ็บแทนแม่ตั้มที่ต้องได้ยินแบบนี้ แต่เราก็เจ็บแทนพี่ยิมเหมือนกันที่ถูกแม่ทำร้ายจิตใจ

คำพูดคำจาไม่ดีบางอย่างที่พี่ยิมพูดเวลาไม่พอใจแม่ก็เป็นคำที่พี่ยิมได้ยินมาจากแม่นั่นแหละครับ เพราะตามธรรมชาติแล้ว เด็ก (ทั้งเด็กปกติและเด็กพิเศษ) จะเรียนรู้ภาษาจากการเลียนแบบ ได้ยินการพูดแบบไหน สำเนียงไหน ก็จะพูดตามอย่างนั้น แม่ตั้มเคยบอกให้พี่ยิม “หุบปาก” พี่ยิมก็พูดตามว่า “หุบปาก” แม่ตั้มบอกว่าพี่ยิมโตเป็นควายแล้วยังแกะขนมเองไม่ได้ พี่ยิมก็พูดว่า “ตั้มควาย”

ภาวะความผิดปกติของเด็กพิเศษที่แสดงออกมานั้น แต่ละคนก็จะแตกต่างกันไปครับ อย่างพี่ยิมเองเนี่ย ที่เห็นชัดมาก ๆ คือความย้ำคิดย้ำทำ พูดหรือทำอะไรซ้ำ ๆ จนบางครั้ง (หรือหลายครั้ง) ก็ทำให้น้องโด่งรำคาญ หรือการที่พี่ยิมเป็นเด็กที่ตรงต่อเวลา มีวินัย และจริงจังกับการซ้อมมากจนไม่รู้จักเรื่องความยืดหยุ่น รวมไปถึงการควบคุมอารมณ์ไม่ได้ เวลาเกิดเหตุการณ์ใด ๆ ที่ไม่เป็นไปตามที่ใจต้องการ

พี่ยิมผูกพันกับน้องโด่งมาก ๆ นอนห้องเดียวกัน ซ้อมแบดมินตันด้วยกัน เติบโตด้วยกันมาตลอด กอปรกับการที่น้าแตงบอกพี่ยิมเสมอว่าพี่ยิมจะได้เล่นแบดมินตันคู่กับน้องโด่ง และเมื่อพี่ยิมมีปัญหาด้านการควบคุมสติอารมณ์ น้องโด่งที่แหละที่เป็นช่วยผ่อนคลายและอยู่กับพี่ยิมในช่วงเวลานั้น ยิ่งทำให้พี่ยิมผูกพันกับน้องโด่งมากไปอีก มากจนทำให้เราไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าเกิดเหตุให้พี่ยิมกับน้องโด่งไม่ได้เล่นแบดมินตันคู่กัน จะเกิดอะไรขึ้น

ตลอดการดูซีรีส์เรื่องนี้ เราเอาใจช่วยตัวละครพี่ยิมมากเลยนะ ไม่อยากให้พี่ยิมไปทำร้ายใคร ไม่อยากให้คนอื่นมองพี่ยิมไม่ดี เพราะเราเข้าใจว่าการที่พี่ยิมเป็นแบบนี้การควบคุมอารมณ์มันไม่ง่ายเลย อยากเชิญชวนทุกคนมาเป็นกำลังใจให้พี่ยิมด้วยกันทุกวันเสาร์ 21.45 น. ช่อง GMM25 และดูย้อนหลังได้ทาง LineTV ครับ