แฟนพันธุ์แท้ SuperFan: ติ่งคุณภาพ

  1. หลายท่านคงมีโอกาสได้ชมรายการ “แฟนพันธุ์แท้ Super fan” รายการแฟนพันธุ์แท้รูปโฉมใหม่ที่เปลี่ยนจากเดิมที่มีผู้เข้าแข่งขัน 5 คนแล้วคัดเหลือเพียง 1 คน มาเป็นว่าใครอยากสมัครเรื่องอะไรก็สมัครเข้ามา เมื่อผ่านการคัดเลือกจากทีมงานเข้ามาถึงรอบ Audition ก็จะเจอกับด่าน “สภาแฟนพันธุ์แท้” ซึ่งเป็นแฟนพันธุ์แท้รุ่นเก่ามานั่งทำหน้าที่กรรมการตัดสินว่าผู้เข้าแข่งขันจะผ่านเข้าไปรอบเล่นเกมได้หรือไม่ โดยผู้เข้าแข่งขันจะต้องนำเสนอผ่านการเล่าเรื่องราวความรู้และความประทับใจที่มีต่อหัวข้อนั้น ๆ เมื่อนำเสนอเสร็จสิ้น “สภาแฟนพันธุ์แท้” ก็จะถามคำถาม อาจจะเป็นคำถามเกี่ยวกับความรู้เชิงลึกในเรื่องนั้น ๆ หรืออาจจะถามแนวความคิด ทัศนคติต่าง ๆ หลังจากนั้น “สภาแฟนพันธุ์แท้” ก็จะลงคะแนน หากผู้เข้าแข่งขันได้คะแนน 7 คะแนนขึ้นไปจึงจะผ่านเข้ารอบ

 

รายการแฟนพันธุ์แท้ Super fan ออกอากาศมาแล้ว 10 ตอน แต่ละตอนก็มีผู้ผ่านด่านสภาแฟนพันธุ์แท้และที่ไม่ผ่านคละเคล้ากันไป แต่สิ่งที่ทำให้ผมเขียนโพสต์นี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากตอนที่เห็นพี่เชรี ไอศวรรฎา ศิริลักษณ์ ผู้เข้าแข่งขันในหัวข้อ “นางงามจักรวาล” เล่าเรื่องความชื่นชอบของเธอครับ

ตั้งแต่วันที่บันทึกเทปรายการ สภาแฟนพันธุ์แท้ทุกคนต่างเห็นพ้องต้องกันว่าเธอเหมาะสมเหลือเกินทั้งความรู้เกี่ยวกับเรื่องที่เธอสนใจ ความสามารถด้านการถ่ายทอด และสิ่งที่เด่นชัดมาก ๆ คือ “ความรู้สึกคลั่งไคล้” ทุกวินาทีที่เธออยู่บนเวทีทำให้รู้สึกได้ว่าเธอคือแฟนพันธุ์แท้นางงามจักรวาลตัวจริง ทั้งแววตา น้ำเสียง บุคลิกภาพ ซึ่งมีผู้เข้าแข่งขันไม่กี่คนครับที่ทำให้เรารู้สึกแบบนี้ได้ เชื่อว่าคุณผู้ชมที่ดูเทปนี้ก็น่าจะสัมผัสได้เหมือนกัน

 

จุดประสงค์ที่ผมเขียนโพสต์นี้ไม่ใช่แค่จะชมพี่เชรี่เรื่อง “ความรู้ ความสามารถ และความคลั่งไคล้” ของเธอที่เห็นบนเวทีรายการแฟนพันธุ์แท้ แต่ผมอยากจะเล่าสิ่งที่ผมรู้สึกชื่นชมจนอยากให้ใครหลายคนเอาอย่าง

พี่เชรี่ดูและศึกษาการประกวดนางงามมาตั้งแต่เด็ก การที่เด็กคนหนึ่งจะสนใจการประกวดนางงาม แน่นอนว่าบางคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องไร้สาระ ดูแต่เรื่องสวย ๆ งาม ๆ แต่สิ่งที่ผมเห็นจากพี่เชรี่คือเธอไม่ได้ดูแค่ว่าใครสวยไม่สวย ใครบุคลิกดีไม่ดี แต่ความคลั่งไคล้ที่เธอมีต่อการประกวดนางงามจักรวาลทำให้เธอสนใจศึกษาเรื่องภาษา วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์หลายประเทศทั่วโลกจนทำให้เธอสามารถคว้าทุนการศึกษาไปศึกษาระดับปริญญาโทที่ประเทศสเปน ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมสำเนียงภาษาต่างประเทศของเธอถึงได้ฟังดูไพเราะขนาดนี้

จุดที่ทำให้ผมรู้สึกอีกว่าเธอไม่ได้ใส่ใจแต่เรื่องภาษา วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ แต่เธอน่าจะยังสนใจเรื่องภูมิศาสตร์ด้วย ก็คือตอนที่เธอตอบคำถามข้อหนึ่ง เธอพูดถึงเมือง Nha trang ประเทศเวียดนาม เธอออกเสียงว่า “ญา-จาง” ตามการออกเสียงที่แท้จริงในภาษาเวียดนาม แน่นอนว่าถ้าไม่ใช่คนที่เคยไปเวียดนาม หรือศึกษาภาษาเวียดนามมาก็คงไม่น่าจะออกเสียงได้ถูกต้องตามภาษาท้องถิ่นขนาดนี้ แสดงว่าเธอศึกษาทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับการประกวดนางงามจักรวาลโดยแท้จริง

 

นอกจากความรู้เรื่องสังคมศาสตร์ที่เธอศึกษาเพิ่มเติมต่อยอดจากความคลั่งไคล้นางงามจักรวาล เรายังเห็นชัดเจนว่าเธอมีบุกคลิกภาพดีมาก เธอรู้ว่ายืนอย่างไร ทำมือทำไม้อย่างไร หัวเราะอย่างไร ถึงจะดูดี ดูสง่างามสมกับการยืนบนเวทีอันทรงเกียรติ. บางทียังแอบนึกว่าเธอคิดว่าเธอมาแข่งแฟนพันธุ์แท้หรือมาประกวดนางงามกันแน่

… เอ่อ นี่ชักจะออกนอกเรื่องไปไกลเกินกว่าที่อยากจะเขียนละครับ…

ขออนุญาตกลับมาเข้าเรื่องการต่อยอดหาความรู้อื่นเพิ่มเติมนอกเหนือจากสิ่งที่เราชอบนะครับ ผมว่าตรงนี้แหละคือสิ่งที่ใครหลายคนควรจะลองดูแล้วเอาอย่าง เธอเริ่มต้นจากชอบดูนางงาม ลามไปถึงเรื่องภาษา วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นชัดมากนะครับว่าบางเรื่องที่คนอื่นอาจจะไม่เข้าใจว่ามันมีคุณค่าหรือประโยชน์อย่างไรนั้นสามารถต่อยอดไปถึงเรื่องอื่น ๆ อีกหลายเรื่องที่จะเป็นประโยชน์หรือนำมาพัฒนาตนเองได้

 

การเป็นติ่งไม่ใช่เรื่องเสียหายครับ แต่ถ้าเราต่อยอดสิ่งที่เราคลั่งไคล้จนไปเจอเรื่องราวดี ๆ อื่น ๆ อีกก็น่าสนใจดีนะครับ

ผมมีเพื่อนหลายคนเหมือนกันที่เป็น “ติ่งเกาหลี” เพื่อนผมเหล่านี้ไม่ได้แค่ติดตามเพื่อความบันเทิงเท่านั้น บางคนก็ศึกษาภาษาเกาหลีเพิ่มเติมจนได้ทุนไปประเทศเกาหลี กลับมาเป็นอาจารย์สอนภาษาเกาหลีที่ประเทศไทย บางคนก็ศึกษาเพิ่มเติมเรื่องการจัดการการตลาดของธุรกิจบันเทิงเกาหลี จนตอนนี้กลายเป็นนักการตลาดและที่ปรึกษาการตลาดแถวหน้าของเมืองไทย น้องเทป สุดยอดแฟนพันธุ์แท้การ์ตูนโคนัน ก็ศึกษาภาษาญี่ปุ่นจนตอนนี้ได้ทำงานอยู่ในบริษัทญี่ปุ่น หรือสมัยที่ผมเองยังเด็ก เพื่อนหลายคนชอบฟังเพลงพวก Westlife, Backstreet boys, M2M ก็เลยได้ทักษะภาษาอังกฤษติดตัวมาด้วย บางคนที่ชอบดูหนังก็ไล่ศึกษาทั้งประวัติศาสตร์ภาพยนตร์และแนวคิดของผู้สร้างภาพยนตร์แต่ละยุคว่าสอดคล้องกับสภาพสังคมในยุคนั้นอย่างไร

ผู้ปกครองบางท่าน เห็นลูกขลุกกับสื่อบันเทิงเหล่านี้ อาจจะคิดไปว่าเป็นเรื่องเสียเวลา ไร้สาระ แต่เรื่องของพี่เชรี่ และของเพื่อนผมดังที่ได้เล่าไปข้างต้นนี้ก็น่าจะทำให้ท่านพอมองเห็นว่าสิ่งที่บุตรหลานท่านสนใจอาจจะไม่ใช่เรื่องไร้สาระเสมอไป เพราะท่านไม่ใช่ผู้ที่สนใจเรื่องนั้น ท่านเลยอาจจะมองไม่เห็นสาระที่แฝงอยู่ หรือท่านอาจจะได้แนวทางแนะนำบุตรหลานของท่านได้ว่าจะต่อยอดสร้างประโยชน์จากสิ่งที่ชอบได้อย่างไร

อืม… แต่ถึงแม้ว่าใครจะเสพสื่อเหล่านี้แค่เพื่อความบันเทิง ไม่ได้ศึกษาเรื่องอื่นเพิ่มเติม อย่างน้อยก็น่าจะมีความสุขกับสิ่งที่คลั่งไคล้ ถ้าความสุขของเราไม่ได้ไปทำให้ใครเดือดร้อน ความสุขนั้นก็ไม่ใช่เรื่องไร้สาระนี่ครับ คุณว่าจริงหรือเปล่า…

สุดท้าย… ฝากติดตามให้กำลังผู้เข้าแข่งขันรายการแฟนพันธุ์แท้ Super fan ด้วยนะครับ 🙂

ป.ล. ขอบคุณภาพประกอบที่เกี่ยวกับราบการแฟนพันธุ์แท้จากเพจรายการแฟนพันธุ์แท้ Superfan และภาพแผนที่เวียดนามจากแอปพลิเคชัน Maps ครับ